KEY INSIGHTS

Essential Geography
Map Skills
GIS Insights
Beyond Location
ลักษณะและสาเหตุการเกิดภัยแล้งในประเทศไทยที่ขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

อธิบายลักษณะและสาเหตุการเกิดภัยแล้งในประเทศไทยที่ขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

เหตุการณ์ทางธรรมชาติที่แปรผันไปตามสภาพลมฟ้าอากาศ ภัยแล้งส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงเวลาฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม และช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชน พืชสวนไร่นา เนื่องจากการขาดแคลนน้ำ ดังนั้นปัญหาภัยแล้งปัจจุบันคือ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และทำการเกษตร นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เกิดความเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติ ภาวะอากาศแล้งที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งการเกิดความแห้งแล้งออกเป็น 3 ระดับคือ

·       สภาวะอากาศแห้งแล้ง (Meteorological  Drought) คือสภาวะที่มีการระเหยของน้ำที่เกินจำนวนที่ได้รับ

·       สภาวะการขาดน้ำ (Hydrological Drought) เป็นสภาวะที่ฝนตกน้อย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่ำกว่าปกติเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันนานจนมีผลกระทบต่อการลดลงของระดับน้ำผิวดิน ระดับน้ำใต้ดิน และการขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง

·       สภาวะความแห้งแล้งทางการเกษตร (Agricultural Drought) เป็นภาวะที่เกิดการขาดน้ำสำหรับการเกษตร จนพืชไม่สามารถดึงเอาน้ำมาใช้ได้ ทำให้พืชผลหยุดชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด

ภัยแล้ง  ( Drought)  มีสาเหตุจากการมีฝนน้อยกว่าปกติหรือฝนไม่ตกตามฤดูกาลติดต่อกันเป็นเวลานานหรือเรียกว่าฝนทิ้งช่วง (Dry Spell)  ในประเทศไทยพบว่าเกิดภัยแล้งขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

สาเหตุของการเกิดภัยแล้งสันนิษฐานไว้ว่าเกิดจาก

1.        การเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของชั้นบรรยากาศ ได้แก่ ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์และโอโซน  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ของรูปแบบการหมุนเวียนส่วนใหญ่ในชั้นบรรยากาศ

2.        การตัดไม้ทำลายป่า  ทำให้เกิดความแห้งแล้ง และทะเลทรายตามมา ป่าไม้ซึ่งมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกระแสลม ความชุ่มชื้น ฝน การระบายน้ำบนผิวดิน ทำให้ไม่มีฝนตก จึงเกิดความแห้งแล้งขึ้นแทน

3.        การขาดฝน หรือฝนไม่ตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ฝนแล้งเกิดจาก การหมุนเวียนหรือการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ ระหว่างบรรยากาศของโลกและมหาสมุทร

4.        การขาดแคลนน้ำในดิน

สรุปได้ว่า  ภัยแล้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุ 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

          1). ภัยแล้งจากธรรมชาติ เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

          2). ภัยแล้งจากการกระทำของมนุษย์  จากการตัดไม้ทำลายป่า การใช้ทรัพยากรทางน้ำอย่างฟุ่มเฟือย การเพิ่มปริมาณรถทำให้เกิดสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

          สภาวะของความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่รุนแรงมากเป็นภัยแล้งที่เบา เกิดจากฝนตกน้อยในฤดูฝน บางครั้งฝนแล้งมีบริเวณกว้าง ขาดแคลนน้ำ ส่งผลต่อการกสิกรรม  อุตสาหกรรม  แต่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศไทย

หลักและวิธีการหรือดัชนีวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะภัยแล้ง

วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อสภาวะภัยแล้ง มีปัจจัยที่ควรนำมาวิเคราะห์ คือ

1.       ปริมาณน้ำฝนรวม

2.       จำนวนวันที่ฝนตก 

3.       เขตชลประทาน 

4.       แหล่งน้ำใต้ดิน 

5.       พืชปกคลุม 

หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ในแต่ละปัจจัย ประกอบด้วย

1.ปริมาณน้ำฝนรวมรายปี มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 2 วิธี คือ

1.1 วิธี Rainfall Decile เป็นวิธีคำนวณค่าดัชนีฝน (Decile Range) ใช้ปริมาณฝนรายปี ณ. บริเวณใดบริเวณหนึ่งมาทำการคำนวณ โดยแบ่งข้อมูลรายปีออกเป็น 10 ช่วงเท่าๆกัน ช่วงล่ะ 10% (Decile) ค่าที่คำนวณได้จะสามารถบอกได้ว่ามีฝนดีหรือฝนแล้งอย่างไร โดยมีเกณฑ์ดังนี้

                   Decile Range

                             1                    < 10%           ฝนแล้งจัด

                             2                    10-20%         ฝนแล้ง

                             3               20-30%          ฝนค่อนข้างแล้ง

                             4                   30-70%           ฝนปานกลาง

                             5                   70-80%           ฝนค่อนข้างดี

                             6               80-90%          ฝนดี

                             7                   90-100%         ฝนดีมาก

          1.2 วิธีคิดปริมาณฝนรวมรายปี โดยการถือเอา 1200 มม. เป็นเกณฑ์ ถ้า

บริเวณใดมีปริมาณฝนรวมรายปีต่ำกว่า 1200  มม. ถือได้ว่าบริเวณนั้นมีปริมาณฝนรวมรายปีน้อย ซึ่งในวิธีนี้พบว่า บริเวณที่มีฝนรวมรายปีน้อยในประเทศไทย มีแทบทุกภาคของประเทศ แต่สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่มีน้ำท่าเข้ามาช่วยเสริมจึงทำให้เกิดความแห้งแล้งมีความรุนแรงกว่าภาคอื่นๆ

2.จำนวนวันที่ฝนตก

จำนวนวันที่ฝนตกต่อปี ทำให้ทราบว่าบริเวณนั้นบริเวณนั้นเกิดความแห้งแล้งหรือไม่  ปกติจำนวนวันที่ฝนตกต่อปีจะถือจำนวน 100 วันต่อปี ถ้าไม่ถึงจะถือว่าบริเวณนั้นมีความแห้งแล้งเกิดขึ้น ประกอบกับในฤดูฝน ถ้าฝนตกไม่ถึงวันละ 1 มม.ติดต่อกันเกิน 15 วันจะถือว่าเกิดฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนซึ่งจะทำให้เกิดความแห้งแล้งเช่นกัน

3.เขตชลประทาน

          พื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานจะบอกถึงระดับโอกาสการเกิดภัยแล้ง เนื่องจากบริเวณที่อยู่ในเขตชลประทานสามารถได้รับน้ำที่ส่งผ่านมาตามคลองชลประทานในช่วงที่ขาดน้ำทำให้มีโอกาสการเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่อยู่นอกเขตชลประทาน

4.แหล่งน้ำใต้ดิน 

พื้นที่ที่อยู่ในบริเวณที่มีน้ำใต้ดินจะมีโอกาสการเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่อยู่

นอกบริเวณที่มีน้ำใต้ดิน เนื่องจากน้ำใต้ดินสามารถแทรกซึมขึ้นมาบนผิวดินและทำให้เกิดความชื้นบนดินได้

5.พืชปกคลุม

ประเภทของพืชคลุมดินจะเป็นตัวบอกระดับโอกาสการเกิดภัยแล้งได้ โดยพืชบางประเภทจะช่วยกักเก็บความชื้น บางประเภทจะหาน้ำเก่ง อย่างไรก็ตามการมีพืชคลุมดินจำนวนมากย่อมทำให้มีโอกาสเกิดภัยแล้งน้อยกว่าบริเวณที่มีพืชคลุมดินจำนวนน้อย