ปรากฏการณ์บนพื้นผิวโลกซึ่งมองในมุม GIS เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อ้างอิงพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Spatial data) และข้อมูลประกอบพื้นที่ (Attribute data)
เนื่องจากปรากฏการณ์บนพื้นผิวโลกซึ่งมองในมุม GIS เป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อ้างอิงพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Spatial data) และข้อมูลประกอบพื้นที่ (Attribute data)
เมื่อนำมาสู่ขบวนการจัดเก็บและจัดการด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถนำมาแยกแยะองค์ประกอบของข้อมูลได้ละเอียด โดยเบื้องต้น เราสามารถแยกข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial data) และข้อมูลประกอบพื้นที่ (Attribute data) ออกได้เป็นชั้นของข้อมูล (Layer)


เมื่อปรากฏการณ์บนพื้นโลกถูกแสดงเป็นแผนที่ทั้งในรูป Hard Copy (กระดาษ, แผ่นผ้า, พลาสติก ฯลฯ) และ Soft Copy (Digital Map) ปัจจุบันเราจะรับรู้ว่ามีการจัดเก็บในระบบ GIS ในรูปคุณลักษณะเชิงพื้นที่ (Feature) ที่เป็น Graphic data และ Attribute data
โดยปรากฏการณ์บนพื้นโลกถูกแสดงเป็นประเภทของคุณลักษณะเชิงพื้นที่เป็น 4 มิติ คือ มิติของตำแหน่ง มิติของความยาว มิติของพื้นที่ และมิติของความสูงต่ำ

ซึ่งการแสดงผลให้เห็นเป็นภาพในแผนที่สามารถแสดงได้ 3 ลักษณะ คือ
1. แสดงเป็นภาพความแตกต่างของคุณลักษณะทางพื้นที่ (Feature) โดยภาพที่ปรากฏเป็นแผนที่ที่แสดงคุณลักษณะทางพื้นที่ (Feature) จะถูกแสดงเป็นปรากฏการณ์ทางพื้นที่ 3 ลักษณะ คือ จุด เส้น และพื้นที่

2. แสดงเป็นรูปภาพ (Image) โดยทั่วไปจะเป็นภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายจากดาวเทียม ซึ่งสามารถนำมาแปลงและแยกเป็นแผนที่ที่แสดงคุณลักษณะทางพื้นที่ (Feature) ได้

3. แสดงเป็นภาพของพื้นผิว (Surfaces) ที่แสดงเป็นข้อมูลความสูง ต่ำ และลาดเอียง โดยสามารถแสดงได้ทั้งลักษณะภูมิประเทศ และแสดงเป็นค่าข้อมูล เช่น จำนวนหรือความหนาแน่นในแต่ละพื้นที่โดยแสดงในลักษณะพื้นผิว (Surfaces) ได้เช่นกัน




