KEY INSIGHTS

Essential Geography
Map Skills
GIS Insights
Beyond Location
Geography: The foundational discipline underpinning GIS

GIS เป็นเพียงเครื่องมือ หากไม่รู้และไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือ ก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่รู้จัก "ศาสตร์" ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี

GIS เป็นเพียงเครื่องมือ หากไม่รู้และไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือ ก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่รู้จัก "ศาสตร์" ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแล้วนี้ เครื่องมือก็จะถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า การใช้งาน GIS ก็จะทำได้เพียงเพื่อตอบคำถามว่า อะไร อยู่ที่ไหน เท่าไร สถาบันการศึกษาที่นำระบบ GIS ไปประกอบการสอนควรตระหนักว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่ ศาสตร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

แท้จริง GIS ก็เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น หากไม่รู้และไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือ ก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่รู้จัก "ศาสตร์" ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแล้วนี้ ก็แทบจะทำอะไรได้ไม่มากไปกว่า การใช้ GIS เป็นเครื่องมือเพื่อตอบคำถามว่า อะไร อยู่ที่ไหน ยิ่งในปัจจุบัน การเข้าถึงข้อมูลโดยการเรียกดูแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพ 3 มิติ หรือภาพจริงด้วย Google Earth, Google Map, Bring Map และอื่น ๆ ผ่านระบบ Internet ก็สามารถตอบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

หากถามว่าเมื่อเข้าใจในศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่แล้วจะสามารถใช้  GIS เป็นเครื่องมือตอบคำถามอะไรได้มากกว่านั้นบ้าง ตัวอย่างมากมายที่ประยุกต์ใช้ GIS เพื่อวิเคราะห์เชิงพื้นที่และตอบคำถามได้ตั้งแต่คำถามพื้นฐานจนถึงคำถามที่ซับซ้อน เช่น

-          การใช้ GIS ค้นหาที่ตั้งหรือตำแหน่งที่ต้องการ เช่น การตั้งคำถามพื้นฐานว่า โรงเรียนวัดมะกอกอยู่ที่ไหน

-          การใช้ GIS ถามคำถามที่มีเงื่อนไขมากขึ้น เช่น โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง

-          การใช้ GIS ถามเกี่ยวกับการเดินทางไม่ว่าจะเป็นระยะทางที่สั้นที่สุด เวลาที่ใช้เดินทางน้อยที่สุด หรือ เส้นทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุดโดยไม่ต้องใช้ทางด่วน

-          การใช้ GIS วิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มหรือการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในพื้นที่ด้วยเงื่อนไข ตัวแปรที่ชัดเจน เช่น มวลน้ำ 20000 ล้านลูกบาศก์เมตร จากนครสวรรค์จะไหลมาถึงกรุงเทพมหานครภายในกี่ชั่วโมง และจะส่งผลกระทบให้เกิดน้ำทั่วครอบคลุมพื้นที่เท่าไร 

คำถามและสิ่งที่น่าสนใจข้างต้นเป็นการนำเอา GIS ไปประยุกต์ใช้งานที่น่าจะได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องและหลากหลายภายใต้กรอบแนวคิดของศาสตร์สาขาต่างๆ โดยเฉพาะศาสตร์ที่เป็นรากฐานการศึกษาทางพื้นที่โดยตรงคือ ภูมิศาสตร์

เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันการเรียนสอนและการศึกษาวิจัยในบ้างสาขาที่มีการนำ GIS ไปเป็นเครื่องมือนั้น ผู้สอนและผู้เรียนหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่าแนวคิดของศาสตร์ ทำให้การศึกษาวิจัยมีแนวคิดที่ซ้ำ ๆ เพียงแต่เปลี่ยนพื้นที่ศึกษาไม่สามารถดำเนินการได้หลากหลายและต่อเนื่อง มุ่งเน้นเพียงการใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก ทำให้ความแตกฉานในเนื้อหาวิชาจึงลดลง ผู้ศึกษามีเพียงความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี

ที่น่าตกใจคือ หลายสถาบันการศึกษาลืมไปว่า GIS เป็นเทคโนโลยี ไม่ใช่ "ศาสตร์"มีการนำระบบ GIS ไปเป็นเนื้อหาวิชาหลักที่ใช้สอนและให้ความสำคัญ จนยอมเปลี่ยนชื่อหรือตั้งสาขาวิชาเป็นชื่อ GIS โดยตรง และสิ่งที่ตามมาและต้องระวังในอนาคต คือ ศิษย์ของสถาบันที่จบในสาขานี้มีความเสี่ยงที่จะมี องค์ความรู้ที่ล้าสมัย (obsolete) ในอนาคตเพราะเป็นความรู้ด้านเทคโนโลยี (ไม่ใช่ ศาสตร์)ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อศิษย์สถาบันเหล่านี้จบการศึกษาไปแล้วและยังหางานทำไม่ได้ในระยะ 3-5 ปี เขาจะเป็น บัณฑิต obsolete

หน่วยงานที่นำเอาระบบ GIS ไปใช้งาน เมื่อรับบัณฑิตที่มีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้าไปทำงาน การพัฒนาระบบ GIS เพื่อใช้งานสามารถทำได้ระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะการขาดความรู้ด้านการประยุกต์ใช้งานเชิงพื้นที่ ทำให้ใช้งานระบบ GIS ได้เพียงการตอบคำถามพื้นฐานไม่ต่างอะไรกับการใช้ Google Map ผ่านระบบ Internet การลงทุนพัฒนาระบบงานด้านเทคโนโลยี GIS จึงไม่เสี่ยงที่จะใช้งานไม่คุ้มค่า สุดท้ายก็จะเหลือไว้เพียง "ขยะคอมพิวเตอร์ (Hardware Software Data Information เก่า ๆ)" ในขณะที่ยังคงต้องจ่ายเงินค่าดูแลระบบเดิมอย่างต่อเนื่อง

ควรตระหนักว่า GIS เป็นเพียงเครื่องมือ หากไม่รู้และไม่เข้าใจการใช้เครื่องมือ ก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะถ้าไม่รู้จัก "ศาสตร์" ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีแล้วนี้ เครื่องมือก็จะถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า ระบบ GIS เป็นเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่ ศาสตร์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) เป็นที่รู้จักแพร่หลายในปัจจุบัน ศาสตร์ที่เป็นรากฐานของ "ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์" คือ ภูมิศาสตร์หากพิจารณาแนวคิดของศาสตร์นี้จะพบว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้จะนำเอาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อพิจารณาคำที่เป็นส่วนประกอบของคำว่าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ จะเห็นว่ามีคำหลักคือ "ภูมิศาสตร์" หากพิจารณาแนวคิดของศาสตร์ที่เรียกว่าภูมิศาสตร์ จะพบว่า "ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์" เป็นเพียง "เทคนิควิธีการ" ซึ่งเป็นเพียงสาขาย่อยของแนวคิดในการศึกษาภูมิศาสตร์เท่านั้น

ภูมิศาสตร์ มีแนวคิดเป็นโครงสร้างสาขาที่ศึกษากันมา 4 ด้านหลัก คือ

1. ด้านปรัชญาทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวความคิด วิธีการศึกษา

2. ด้านภูมิศาสตร์ระบบ ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวกับกายภาพ และมนุษย์

3. ด้านภูมิศาสตร์ภูมิภาค โดยมีหลักคิดในการแบ่งกลุ่ม แบ่งโซน กำหนดของเขตทางพื้นที่

4. ด้านเทคนิควิธีการที่นำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางภูมิศาสตร์

โดย ทั้ง 4 ด้านจะเน้นศึกษาทางด้านพื้นที่เป็นหลักจจึงเรียกว่า "ภูมิศาสตร์คือ ศาสตร์ทางพื้นที่" การใช้เครื่องมือ GIS จึงใช้ในกระบวนการ รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล วิเคราะห์และนำเสนอสารสนเทศในเชิงพื้นที่ โดยผู้ใช้เครื่องมือควรเข้าใจหลัก 3 ประการที่นักภูมิศาสตร์ศึกษาเชิงพื้นที่ คือ

1. คุณสมบัติเชิงพื้นที่

2. ปรากฏการณ์เชิงพื้นที่

3. แนวคิดเชิงพื้นที่

เมื่อพิจารณากล่าวถึงคำว่าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นเพียง "เทคนิควิธีการ" ในแนวคิดในการศึกษาภูมิศาสตร์แล้วนั้น การศึกษาทางด้านพื้นที่ผู้ใช้เครื่องมือ GIS ควรเข้าใจหลัก 3 ประการที่นักภูมิศาสตร์ศึกษาเชิงพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย คุณสมบัติเชิงพื้นที่ ปรากฏการณ์เชิงพื้นที่ และแนวคิดเชิงพื้นที่พื้นที่

คุณสมบัติเชิงพื้นที่คืออะไร

คุณสมบัติเชิงพื้นที่ : หากจะอธิบายคุณสมบัติเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนสามารถอธิบายได้หลากหลายแง่มุมขึ้นอยู่กับการมุ่งประโยชน์ว่าจะอธิบายเพื่ออะไร สำหรับการอธิบายเพื่อนำไปประกอบกระบวนการทำงานในระบบ GIS ไม่ว่าจะในกระบวนการออกแบบฐานข้อมูล การรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอข้อมูล หรือการนำเอาข้อมูลไปใช้งานในด้านต่างๆ แล้ว สิ่งที่พบคือ คำที่บ่งบอกคุณสมบัติเชิงพื้นที่ซึ่งกลุ่มคำเหล่านั้นประกอบด้วย

1. Place : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกสถานที่ที่แสดงพื้นที่ที่กว้างขวาง

2. Location : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่

3. Node : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่แต่แสดงคุณสมบัติการเป็นศูนย์รวม ศูนย์กลางการเชื่อมต่อ

4. Distance : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกขนาดที่เป็นความยาวหรือมีระยะทาง

5. Surface : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกลักษณะของพื้นผิว

6. Shape : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกรูปร่างของพื้นที่

7. Size : เป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกขนาดของพื้นที่

คำถามที่สำคัญคือ รู้ไปเพื่ออะไร

หากจะตอบคงจะอธิบายได้ไม่ชัดเจนเท่ากับยกตัวอย่างกรณีศึกษาต่อไปนี้

- เมื่อพิจารณาแผนที่ท่องเที่ยวเราจะเห็น สนามหลวง ภูเขาทอง ถนนข้าวสาร ย่าน RCA ภูกระดึง กว้านพะเยาว์ เกาะภูเก็ต เกาะสิมิรัน เกาะช้าง หาดชะอำ หาดเจ้าสำราญ และอื่นๆ ในรูปแบบที่ตั้ง สำหรับนักภูมิศาสตร์ เมื่อศึกษาในขั้นตอนสำรวจ นำเข้าข้อมูล แสดงผลข้อมูลเป็นแผนที่ วิเคราะห์เพื่อคำนวณระยะทางและเวลาจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เราจะอ้างอิงแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ด้วยคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่เป็น Location ซึ่งเป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่เท่านั้น

- เมื่อพิจารณาแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น Location ในรายละเอียดที่ปรากฏในแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ เช่น มีจุดสนใจทางธรรมชาติอะไรบ้าง เราอาจจะเห็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ของ ภูกระดึง กว้านพะเยาว์ เป็น Place แทน

- เมื่อศึกษาในประเด็นการเป็นศูนย์รวม ศูนย์กลางการเชื่อมต่อคุณสมบัติเชิงพื้นที่ของ สนามหลวง ภูเขาทอง ก็อาจจะกลายเป็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ในรูปแบบ Node แทน Location 

- เมื่อมองแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งในรายละเอียด เช่น  หาดชะอำ หาดเจ้าสำราญ เราจะเห็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ในรูปแบบ Shape แทน Location

- เมื่อต้องการเดินเที่ยวในบางแหล่งท่องเที่ยว เช่น  ถนนข้าวสาร ย่าน RCA หาดชะอำ หาดเจ้าสำราญ เราจะเห็นคุณสมบัติเชิงพื้นที่ในรูปแบบ Distance แทน Location เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวมีพื้นที่เป็นแนวยาว

เมื่อทราบเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา หรือเมื่อมีเป้าหมายการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์แล้ว การออกแบบฐานข้อมูลในระบบ GIS ทั้งในส่วนที่เป็น Graphic และ Attribute จึงจำเป็นต้องเข้าใจคุณสมบัติของพื้นที่ ซึ่งสามารถเรียนรู้และศึกษาจากแนวคิดของนักภูมิศาสตร์